วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

กล่าวถึงละครตามใจปุ๋ย เรื่อง My Hero วีรบุรุษสุดที่รัก

สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านทุกท่าน


My Hero วีรบุรุษสุดที่รัก


เครดิตภาพจาก https://www.ch3thailand.com/index.php/news/drama/13462


ในช่วงบ่ายวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง ๓ จะนำเสนอละครที่เคยออกอากาศไปเมื่อปีก่อนๆ ด้วยเรานั้นจะคุ้นเคยกับคำว่า "รีรัน" นั่นเองค่ะ ซึ่งละครที่อวสานไปเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓ คือซีรี่ส์ชุด My Hero วีรบุรุษสุดที่รัก เรื่อง "ใต้ปีกปักษา" ค่ะ โดยซีรี่ส์ชุดนี้มีละครทั้งสิ้น ๕ เรื่อง ประกอบด้วยเรื่อง มาตุภูมิแห่งหัวใจ , มนตราลายหงส์, ลมไพรผูกรัก, เส้นสนกลรัก และ ใต้ปีกปักษา ค่ะ ปุ๋ยได้รับชมอยู่ ๒ เรื่องคือเรื่อง ลมไพรผูกรัก และเรื่องใต้ปีกปักษา ค่ะ


ละครเรื่อง ลมไพรผูกรัก



สำหรับเรื่อง ลมไพรผูกรัก เป็นละครที่กล่าวถึงการอนุรักษ์ป่าไม้ ผ่านตัวละครพระเอกที่มีชื่อว่า "อิสระ" รับบทโดยคุณท็อป จรณ โสรัตน์ ซึ่งอิสระประกอบอาชีพเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในอุทยานแห่งชาติทับสัก ชายหนุ่มใจร้อนผู้รักผืนป่ากว่าชีวิต และนางเอกที่มีชื่อว่า "ปภาพินธุ์" รับบทโดยคุณณิชา ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์พนักงานธนาคารที่เป็นภรรยาของอิสระ คนทั้งสองร่วมมือกันพิทักษ์ผืนป่าทับสักอันอุดมสมบูรณ์ ไม่ให้ต้องกลายสภาพพื้นที่เป็นเขื่อนซึ่งจะทำลายธรรมชาติจนเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงในภายภาคหน้า แม้ว่าจะต้องเผชิญกับผู้มีอิทธิพลในทับสักอย่าง "ไกรสร" รับบทโดยคุณตุ้ย เกียรติกมล ล่าทา โดยอิสระก็พิทักษ์ป่าด้วยหน้าที่การงานของเขา ในขณะที่ปภาพินธุ์ก็นำภาพและข้อมูลที่ตนได้สัมผัสจากอุทยานแห่งชาติทับสัก มาเสนอต่อผู้บริหารของธนาคารที่จะสนับสนุนโครงการสร้างเขื่อนทับสักให้ทราบถึงสภาพผืนป่าดังกล่าวที่มีเสือหลายตัว อันเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความสมบูรณ์ของป่าธรรมชาติที่ไม่ควรถูกทำลาย



ภาพจากละครเรื่อง ลมไพรผูกรัก 


เครดิตภาพจาก https://pantip.com/topic/37865672


ละครเรื่องนี้สื่อให้เห็นถึงคนไม่กี่คนที่โลภมาก ต้องการตักตวงผลประโยชน์จากการสร้างเขื่อนทับสัก รวมถึงการตัดไม้สงวนไปขาย โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย นอกจากนี้ยังต้องการฆ่าเสือ เพียงเพื่อสนองความสนุกของตนเท่านั้น ซึ่งการกระทำเช่นนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้จะยอมให้ไกรสรคน "ใจร้าย" มาสร้างความเสียหายต่อผืนป่า เพราะไม่เพียงแต่ผิดต่อหน้าที่การงานเท่านั้น ยังผิดต่อมโนธรรมอีกด้วย ดังนั้น อิสระและเพื่อนร่วมงานของเขา จึงต่อสู้กับคนร้ายเพื่อไม่ให้ป่าทับสักต้องสูญเสียไป โดยไม่คำนึงถึงชีวิต ซึ่งตามสูตรแล้ว คนร้ายต้องพบจุดจบให้สมกับสิ่งที่ตนเองก่อไว้ โดยเรื่องนี้จึงจัดให้ผู้ชมได้เห็นถึง "เวรกรรม" ที่ตามสนองต่อผู้กระทำความชั่วเสมอด้วยการให้ "เสือ" มากัดกินคนร้ายคนนั้น จนสุดท้ายแล้ว ไกรสรก็ถึงแก่ความตาย








เมื่อปุ๋ยได้ชมละครเรื่องนี้แล้ว ก็เข้าใจว่า ป่าไม้คือสิ่งที่สร้างชีวิต ไม่ควรปล่อยให้สูญเสียไปอย่างไร้ค่า โลกของเราเกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมตลอด ถ้าเรายังมีป่าไม้ที่เขียวชอุ่มอยู่ โลกของเราอาจจะบอบช้ำกับภาวะโลกร้อนน้อยลงกว่านี้ก็ได้ค่ะ นอกจากนี้ ถ้าเรายังมีจิตสำนึกในการทำดีอยู่นั้น เราจะช่วยคนที่ตั้งใจทำความดี ให้เขาไม่ท้อแท้ไปเสียก่อน เช่นเดียวกันกับที่ปภาพินธุ์คอยเคียงข้างและให้กำลังใจต่ออิสระ สามีของเธอ ไม่ว่าเธอจะเหนื่อยเพียงใดค่ะ






ปุ๋ยชื่นชอบฉากหนึ่งของละครเรื่องนี้ ซึ่งเป็นฉากที่ปภาพินธุ์พูดกับอิสระด้วยความรักว่า "เออวะ แกรักป่ามากใช่ไหม ฉันก็จะรักป่าให้ยิ่งกว่าแกอีก" โดยฉากนี้ปุ๋ยคิดว่าสามีภรรยาหรือแม้แต่คู่รักทุกคู่ควรนำไปปรับใช้ ไม่ใช่ให้ใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตามใจตนเองจนเกินไป และอีกฝ่ายก็ยอมอีกฝ่ายจนไม่กล้าขัดใจ แต่ควรหาจุดร่วม เพื่อที่จะสามารถช่วยเหลือและเคียงข้างกันไปได้ ไม่ว่าจะมีเรื่องราวใดๆเข้ามา คนทั้งสองก็จะฝ่าฟันไปด้วยกันได้ค่ะ



ละครเรื่อง ใต้ปีกปักษา 



ถัดมาคือเรื่อง ใต้ปีกปักษา ละครที่กล่าวถึงเครื่องบินพาณิชย์และเครื่องบินรบ โดยผ่านตัวละครพระเอกที่ชื่อ "อคิน" รับบทโดยคุณหลุยส์ สก๊อตต์ ชายหนุ่มผู้ประกอบอาชีพเป็นนักบินพาณิชย์ของสายการบินบลูไคท์ และนางเอกที่ชื่อ "สาริศา" รับบทโดยคุณแยม มทิรา ตันติประสุต หญิงสาวผู้รักการทำอาหารเป็นอย่างยิ่ง ละครเรื่องนี้มีปมอยู่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการที่สาริศาต้องเสีย "สารัช" รับบทโดยคุณกบ ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี ผู้เป็นพ่อไป จากการที่สารัชทำหน้าที่เป็นกัปตันของสายการบินบลูไคท์ เพื่อไปรับเครื่องบินลำใหม่จากประเทศอินดาน่า แล้วเขาถูกผู้ก่อการร้ายสังหารจนกระทั่งเครื่องบินตก สาริศาจึงโกรธอคินที่สับเปลี่ยนไฟล์ทบินกับพ่อของเธอ เนื่องจากในวันที่เกิดเหตุนั้น ย่าของอคินประสบอุบัติเหตุต้องผ่าตัด อคินเป็นห่วงย่าของเขาจนต้องสับเปลี่ยนไฟล์ท เป็นเหตุให้อคินต้องสืบหาความจริงถึงเหตุการณ์เครื่องบินตกในครั้งนี้ว่าสาเหตุคืออะไร จนทำให้สามารถปรับความเข้าใจกับอคินได้ ทั้งยังมีเรื่องของวิญญาณทหารอากาศลี้ลับที่สามารถติดต่อกับสาริศาได้ เขาต้องการให้สาริศานำสร้อยล็อกเก็ตเส้นหนึ่งไปคืนให้กับภรรยาของเขา ในระหว่างนั้นก็มีเหตุให้อคินสามารถติดต่อกับวิญญาณลี้ลับตนนั้นได้ และวิญญาณตนนั้นได้พาอคินและสาริศาไปชมเรื่องราวสมัยที่เขายังมีชีวิต ซึ่งเป็นช่วงพุทธศักราช ๒๕๑๐ ในช่วงสงครามเวียดนาม วิญญาณตนนั้นชื่อ "อัสนี" รับบทโดยคุณโอ๊ต วรวุฒิ นิยมทรัพย์ เขาแต่งงานกับ "อนงค์" รับบทโดยคุณจอย รินลณี ศรีเพ็ญ แม้ว่าจะต้องไปปฏิบัติภารกิจต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ กระทั่งในวันที่อนงค์คลอดลูก อัสนีและเพื่อนรักของเขาที่ชื่อ "สันติ" รับบทโดยคุณอั๋น วิทยา วสุไกรไพศาล ได้ออกไปปฏิบัติภารกิจด้วยกันจนอัสนีถูกศัตรูยิงจนถึงแก่ชีวิต ก่อนสิ้นใจเขาได้ฝากสร้อยล็อกเก็ตแก่สันติเพื่อนำไปมอบให้อนงค์ แต่ว่าสันติประสบอุบัติเหตุจนความจำเสื่อม สร้อยเส้นนั้นจึงไม่ได้นำไปมอบให้อนงค์ และแล้วในวันหนึ่งอคินได้ทราบเรื่องราวของปู่จากย่าของเขา อคินรู้สึกว่ามีความเกี่ยวข้องกับอัสนี และในที่สุดอคินก็ได้ทราบว่าอัสนีคือปู่ของเขา เมื่อปู่และหลานได้ทราบถึงสายสัมพันธ์ระหว่างกันแล้ว อคินจึงนำสร้อยที่อัสนีต้องการจะมอบให้อนงค์ไปให้ย่าของเขา แต่แทนที่อนงค์ที่เป็นผู้สูงวัยกลับไม่เชื่อในสิ่งที่อคินกล่าวมา เพราะเธอโกรธอัสนีมาตลอดชีวิต จึงไม่ยอมให้อภัยโดยง่าย กระทั่งวันหนึ่งอนงค์ในชื่อใหม่ว่า "เอมอร" รับบทโดยคุณมี้ พิศมัย วิไลศักดิ์ ได้รู้จักกับ "ฟอกซ์" รับบทโดยคุณเดวิด อัศวนนท์ จนได้ไปประเทศอินดาน่า โดยที่เอมอรไม่ทราบเลยว่าฟอกซ์คือผู้ก่อการร้ายที่หมายเอาชีวิตอคิน ทั้งยังมีส่วนที่ทำให้สารัชต้องเสียชีวิตบนเครื่องบินอีกด้วย และเมื่อไปถึงประเทศอินดาน่าแล้ว เอมอรถูก "ศรัณย์" รับบทโดยคุณเดี่ยว สุริยนต์ อรุณวัฒนกุล บุตรชายของเจ้าของสายการบินบลูไคท์ทำร้าย วิญญาณอัสนีจึงมาช่วยเอมอรหรืออนงค์ ทำให้ภรรยายอมให้อภัยสามีที่จากไปของเธอ และอัสนีก็ยังได้ช่วยอคินที่กำลังเผชิญหน้ากับมิสเตอร์เอฟบนเครื่องบินจนอคินสามารถนำเครื่องบินจอดลงที่สนามบินสุวรรณภูมิได้อย่างปลอดภัย ฟอกซ์ขัดขืนการจับกุมจึงถูกยิงเสียชีวิต ในขณะที่ศรัณย์ต้องการแก้แค้นอคินที่เขาเชื่อว่าฆ่าพ่อของเขาด้วยการทำลายสาริศา จึงถูกอัสนีมาห้ามปราม ทำให้เขาถูกจับกุม และในที่สุดก่อนที่ดวงวิญญาณของอัสนีจะขึ้นสวรรค์ เขาได้สวมกอดบุตรชายของเขา และทำให้ดวงใจของ "อยุทธ์" รับบทโดยคุณต้อม พลวัฒน์ มนูประเสริฐ พ่อของอคิน หรือก็คือบุตรชายของอัสนีนั้น อิ่มเอมใจขึ้นมา เพราะอยุทธ์ไม่เคยได้เห็นภาพพ่อของเขามาก่อน เขาไม่มีโอกาสได้สวมกอดพ่อ หรือแม้แต่รับประทานอาหารกับพ่อเลยแม้แต่ครั้งเดียว 



ภาพจากละครเรื่อง ใต้ปีกปักษา 




ละครที่มีปมหลากหลายของละครเรื่องนี้ เรียบเรียงได้อย่างสวยงาม แม้แต่ตอนที่สาริศาถูกวิญญาณอัสนีเข้าสิงเพื่อต่อสู้กับคนร้ายก็ยังสมเหตุสมผล ทั้งยังมีเรื่องของการรบโดยเครื่องบินในสมัยสงครามเวียดนาม ก็ชวนให้คนที่สนใจประวัติศาสตร์ ค้นคว้าหาข้อมูลของสงครามดังกล่าว








ยังมีฉากที่ปุ๋ยชื่นชอบอีกด้วยค่ะ นั่นคือฉากที่อัสนีซึ่งกำลังจะสิ้นใจ เขาทราบดีว่าเขาไม่สามารถมีชีวิตรอดจากสมรภูมินี้ได้อีกแล้ว เขาจึงยอมพลีชีพ เลือดชายชาติทหารในกายของอัสนียังคงฮึกเหิม จึงทำให้เขาพูดคำว่า "เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" ก่อนจะยิงต่อสู้กับทหารจนชีพวาย








นอกจากนี้ ปุ๋ยยังมีฉากที่ชื่นชอบ ประทับใจ และตื้นตันใจอีกฉากด้วย ปุ๋ยเชื่อว่าท่านอื่นๆก็คงจะประทับใจกับฉากนี้เช่นกันค่ะ นั่นคือ ฉากที่ลูกศิษย์ทั้ง ๕ คนของ "ครูจันทรา" รับบทโดยคุณนก สินจัย เปล่งพานิช มาอวยพรวันเกิดให้กับครูจันทรา และลูกศิษย์กลุ่มนี้ได้ถามครูจันทราว่า ใครคือฮีโร่ของครูจันทรา ซึ่งครูจันทราก็ตอบว่า "ฮีโร่ของครูจันทราคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่เก้า ตั้งแต่ครูเล็กๆนะ ครูเลือกที่จะเป็นครู และครูก็ทำทุกอย่าง เพราะอยากรับใช้พระองค์ท่าน ถึงวันนี้ท่านจะจากเราไปแล้ว แต่พระองค์ท่านก็อยู่ในใจครูเสมอ ครูตั้งใจว่าครูจะทำตามรอยที่พระองค์ท่านได้สั่งสอนไว้ตลอดไป"



**************************************


ฮีโร่อยู่ในตัวของทุกคน เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมสำหรับคุณแล้ว คุณก็จะได้เป็นฮีโร่สำหรับผู้อื่นค่ะ 

**************************************


ฉันคือคนหนึ่งที่ชื่อปุ๋ย


วันอังคารที่ ๑๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓



วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

獵豹—跑得最快的動物 เสือชีต้าคือสัตว์ที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก



เสือชีต้า
เครดิตภาพจาก https://th.wikipedia.org/wiki//เสือชีตาห์#/media/ไฟล์:Cheetah_Kruger.jpg


獵豹(學名:Acinonyx jubatus),是貓科動物的一種,也是獵豹屬下唯一的存活物種,現在主要分佈在非洲。與其他獵豹動物不同,獵豹依靠速度來捕獵,而非偷襲或群體攻擊。獵豹全速奔馳時,時速可以達100公里以上,是陸上奔跑最快的動物!

獵豹的黃色毛皮上有黑色斑點,是實心圓;而花豹的斑點則是像花朵狀的空心圓;美洲豹則是空心圓中還有小圓點。獵豹常被誤認為花豹,但除了體型比花豹小很多以外,最明顯的區別是獵豹口鼻兩側有長長的黑色線,像流淚的「淚線」。


在「大貓」中,獵豹體型較小。成年雄性獵豹體重為29至65公斤,雌性獵豹為21至63公斤,體長為112至135厘米,尾巴可長至84厘米。獵豹雖然個子不大,頭小、嘴短,耳朵小巧而圓,但是擁有健壯的胸膛,纖細的腰部和發達的肌肉。

獵豹有強而有力的心臟、超大的甘、搏動有力的動脈。牠有一雙大眼睛能提供最好的視力,比例上顯得超大的鼻孔和鼻腔,使獵豹能在高速奔跑時得到充足氧氣。牠的身體瘦長而呈流線形,有細長的腳和腿,高度進化的肌肉能使其同時運作,可以突然間加速。奔跑時四肢快速交替地屈曲和伸展。長而充滿肌肉的尾部是獵豹身體的穩定器,使牠在快速追逐中能急轉彎而不跌倒。獵豹的爪短而鈍,而且不能收縮,這幫助牠在奔跑時抓地很穩。硬的腳掌如同胎紋,幫助牠們在高速奔跑中仍能迅速轉彎。種種生理特徵使牠能夠高速奔馳。

獵豹全速奔跑可以超過100公里時速,相當於百米世界冠軍的三倍。牠能在3步之內,由零加速到105公里時速。
怪不得有人說,獵豹是動物界的法拉利。

本文來源:《中國旅遊》第475期、第100-101頁

เสีอชีต้า
เครดิตภาพจาก https://www.catdumb.com/urgent-action-cheetah-will-be-extinction-soon-420/


เสีอชีต้า
เครดิตภาพจาก https://www.catdumb.com/urgent-action-cheetah-will-be-extinction-soon-420/

สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านทุกท่าน

ท่านผู้อ่านคงจะเคยได้ยินชื่อเสือชีต้ากันมาก่อนแล้วนะคะ คงจะทราบว่าเสือชีต้าคือสัตว์ที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก แต่ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่คะว่า เสือชีต้าเป็นแมวชนิดหนึ่ง เพราะเขาสามารถครางได้ค่ะ แต่เนื่องจากเสือชีต้ามีลักษณะที่ใหญ่กว่าแมวตั้งหลายเท่า คล้ายกับเสือเป็นอย่างมาก คนทั่วไปจึงเรียกเขาว่า เสือชีต้าค่ะ

ลักษณะของเสือชีต้านั้น มีรูปร่างเพรียว หางของเขามีวงแหวนสีดำ เสือชีต้ามีที่อยู่อาศัยในทุ่งหญ้าสะวันนา เป็นเสือรูปร่างเพรียว ขนาดเล็กกว่าเสือดาวเล็กน้อย ขาขาว ขนหยาบ สีเขียวอ่อน จนถึงสีเขียวอมแดง ตามลำตัวมีลายจุดเป็นสีดำ ปลายหางหนึ่งในสามมีวงแหวนสีดำ ปลายสุดสีขาว มีเส้นสีดำจากใต้หัวตามาที่มุมปากทั้งสองข้าง หูเล็กกลม ขนท้ายทอยยาวและตั้งขึ้นเป็นแผง คอสั้น พันธุ์ที่มาจากโรเซียมีดวงตามตัวติดกันเป็นแถบสีดำยาวเรียก King cheetah คาดว่าเป็นการผ่าเหล่าของพันธุ์แท้ เสือชีต้าหดซ่อนเล็บไว้ในอุ้งเล็บไม่ได้ นอกจากตอนอายุน้อยไม่เกิน ๑๕ สัปดาห์ เนื่องจากช่วงนี้ หนังหุ้มเจริญตัวดีมาก หลังจากนั้น หนังหุ้มจะหดหายไป เป็นเสือวิ่งเร็วที่สุดในช่วงสั้น อุ้งเท้าเล็บแคบกว่าเสือชนิดอื่น

เสือชีต้ามีหัวใจที่แข็งแรง และสามารถวิ่งได้เร็วมากกว่า ๑๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อเขาวิ่งได้ ๓ ก้าว จะมีความเร็วถึง ๑๐๕ กิโลเมตรต่อชั่วโมง อันเป็นผลมาจากความสามารถในการโค้งงอของกระดูกสันหลังในการเคลื่อนที่และเมื่อพุ่งตัวกระดูกสันหลังจะเหยียดออก

มิน่าล่ะ เสือชีต้าคือเฟอร์รารีแห่งโลกของสัตว์ 

/////////////////////////////////////////////////////////////////////////////// 


ปัจจุบันเสือชีต้ามีจำนวนที่ลดน้อยลงไปมาก ดังนั้นมนุษย์เราจึงควรอนุรักษ์ผืนป่าธรรมชาติไว้ เพื่อให้โลกของเรายังคงรักษาสมดุลได้ต่อไป สัตว์ต่างๆก็ยังคงอยู่บนโลกตามวัฏจักรของเขา เช่นเดียวกับมนุษย์เราค่ะ เพราะข้อมูลจาก https://www.catdumb.com/ ได้อ้างอิงจาก Dr. Sarah Durant ที่ให้สัมภาษณ์ว่า “สาเหตุที่ทำให้จำนวนประชากรของพวกมันลดลงอย่างน่าใจหาย มาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวถิ่นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ การล่าสัตว์เพื่อนำอวัยวะของพวกมันไปใช้ในอุตสาหกรรม หรือค่านิยมการนำมันไปเลี้ยงเป็นสัตว์แปลกใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นการพรากมันออกจากถิ่นที่อยู่อาศัยเดิม”




ขอขอบคุณข้อมูลเสือชีต้าจาก http://53011810020sec45.blogspot.com/2012/01/blog-post.html



***********************************

ฉันคือคนหนึ่งที่ชื่อปุ๋ย

วันอังคารที่ ๑๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓



น่าลองไปชมร้านสตาร์บัคส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านทุกท่าน 


ปุ๋ยคืออีกคนที่ดื่มกาแฟค่ะ ซึ่งนอกจากกาแฟแผงลอยรถเข็นที่นิยมซื้อมาดื่มกันแล้วนั้น แน่นอนว่าผู้ที่ดื่มกาแฟจะต้องนึกถึงร้านสตาร์บัคส์ ค่ะ เนื่องจากร้านสตาร์บัคส์เป็นร้านกาแฟที่เปิดให้บริการทั่วทุกมุมเมืองค่ะ



จากนิตยสาร "Life & Metro" VOL.3 NO.35 ประจำเดือนมีนาคม 2020 หน้า 13 หัวข้อ Around the world เรื่อง "ร้านสตาร์บัคส์ใหญ่ที่สุดในโลก" ได้แนะนำร้านสตาร์บัคส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งสาขานี้มีชื่อว่า Starbucks Reserve ตั้งอยู่ที่หัวมุม Chicago's Michigan Avenue และ Erie Street ในย่านแมกนิฟิเซนท์ ไมล์ ในนครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยสาขานี้มีพื้นที่ถึง ๓๕,๐๐๐ ตารางฟุต อาคารสูง ๕ ชั้น ซึ่งรวมดาดฟ้าด้วย จึงทำให้สามารถรองรับผู้เข้าใช้บริการได้มากถึง ๑,๐๐๐ ราย จัดว่าเป็นร้านสตาร์บัคส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เครดิตภาพจาก https://www.brandbuffet.in.th/2019/09/starbucks-reserve-roastery-chicago/

ความเป็นมาของ Starbucks Reserve นั้นเกิดจากสตาร์บัคส์ได้ ซื้ออาคารของร้าน Crate & Barrel ที่ดำเนินกิจการมานาน และตั้งอยู่ในย่านกลางเมืองชิคาโกมาปรับปรุง แล้วจึงตกแต่งสไตล์ Industrial-Chic

เครดิตภาพจาก https://www.brandbuffet.in.th/2019/11/inside-world-largest-starbucks-chicago/


Starbucks Reserve มีการให้บริการกาแฟในรูปแบบของ Starbucks Roastery ที่แสดงการคั่วกาแฟให้ลูกค้าได้ชมกันแล้ว ยังมีบริการค็อกเทลบาร์ พร้อมเสิร์ฟเครื่องดื่มสุดพิเศษ ซึ่งประกอบด้วยกาแฟที่ปรุงจากถังเบียร์ ไม่เพียงเท่านั้น เพราะทางร้านได้มีมุมอาหารและขนมที่แตกต่างจากสตาร์บัคส์สาขาทั่วไป ที่ควบคุมโดย Princi แบรนด์ร้านอาหารอิตาเลียนระดับไฮเอนด์ ยิ่งไปกว่านั้น ลูกค้ายังได้พบกับลานดาดฟ้าสำหรับชมทิวทัศน์ของนครชิคาโก ได้ลองลิ้มชิมรสไอศกรีมเจลาโต้ในถังไนโตรเจนเหลวที่มีความสูงถึง ๕๖ ฟุต และมีโอกาสได้สัมผัสกับบันไดเลื่อนโค้งตัวแรกของเขตมิดเวสต์อีกด้วย

เครดิตภาพจาก https://www.brandbuffet.in.th/2019/11/inside-world-largest-starbucks-chicago/


น่าสนใจถึงเพียงนี้แล้ว ถ้าท่านผู้อ่านมีโอกาสได้ไปเที่ยวชมนครชิคาโกแล้ว ร้าน Starbucks Reserve ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ให้ท่านไปเยือนนะคะ

เครดิตภาพจาก https://www.brandbuffet.in.th/2019/11/inside-world-largest-starbucks-chicago/

แต่เนื่องจากสถานการณ์โควิด-๑๙ ของโลกยังไม่คลี่คลายลง การจะเดินทางไปถึงชิคาโกเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศของร้านสตาร์บัคส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกคงเป็นเรื่องยาก ดังนั้นปุ๋ยจึงซื้อกาแฟที่ร้านสตาร์บัคส์สาขาใกล้ตัวปุ๋ยค่ะ ซึ่งนั่นคือสาขาห้างสรรพสินค้า I'm Chinatown ค่ะ โดยวันนี้ปุ๋ยดื่มมอคค่าร้อน ในราคาแก้วละ ๑๓๕ บาทค่ะ


ห้างสรรพสินค้า I'm Chinatown
ร้านสตาร์บัคส์ที่ห้างสรรพสินค้า I'm Chinatown

ร้านสตาร์บัคส์เปิดให้บริการตามปกติ แม้จะอยู่ในสถานการณ์โควิด-๑๙ โดยทางร้านให้ซื้อกลับบ้านเท่านั้น



เคาน์เตอร์ของร้าน ดูสะอาดและน่ารัก


ในแก้วนี้มีมอคค่าร้อนอยู่ค่ะ ราคา ๑๓๕ บาทค่ะ 


************************************

ฉันคือคนหนึ่งที่ชื่อปุ๋ย

วันอังคารที่ ๑๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓ 



โรงแรมในยุโรปที่สวย ดีไซน์แปลกตา น่าไปเยี่ยมชม

สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านทุกท่าน 

ในช่วงที่โลกของเราใบนี้ยังไม่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ นั้น ทวีปยุโรปคือทวีปที่นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก จะต้องเดินทางมาเยือนและสัมผัสกลิ่นอายวัฒนธรรมที่จารึกมาบนโลกกว่าหลายศตวรรษ รวมถึงสถาปัตยกรรมที่ชวนให้เพลินตา 



ภาพ Hotel Inntel Zaandam
เครดิตภาพจาก https://excellencemagazine.luxury/2020/02/inntel-hotel-amsterdam-zaandam/ 


ในวันนี้ปุ๋ยจะมากล่าวถึงเมืองซานแดม หรือ ซานดัม (Zaandam) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กรุงอัมสเตอร์ดัม เมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์ค่ะ เนื่องจากว่า ปุ๋ยได้อ่านบทความที่น่าสนใจจากนิตยสาร "Life & Metro" VOL.๓ No.๓๕ ประจำเดือนมีนาคม ๒๐๒๐ หน้า ๑๒ หัวข้อ Around the world เรื่อง "สวย วุ่นวาย ดีไซน์แปลก...เก๋ "  ปุ๋ยจึงนำมาให้ทุกท่านได้อ่านกันค่ะ


ภาพ Hotel Inntel Zaandam ในยามราตรี 
เครดิตภาพจาก https://pantip.com/topic/33272733
 

โรงแรมที่สวยงามแปลกตาที่นิตยสารได้กล่าวถึงก็คือ Hotel Inntel Zaandam หรือ อินน์เทล ซานแดม โดยโรงแรมแห่งนี้เป็นโรงแรมแห่งหนึ่งที่มีดีไซน์สวยแปลกที่สุดในยุโรป ตั้งอยู่ที่เมืองซานแดมค่ะ


ภาพ Hotel Inntel Zaandam
เครดิตภาพจาก https://miesarch.com/work/3025 

ภาพ Hotel Inntel Zaandam
เครดิตภาพจาก https://excellencemagazine.luxury/2020/02/inntel-hotel-amsterdam-zaandam/ 

Hotel Inntel Zaandam จัดว่าเป็นแลนด์มาร์คของเมืองแซนดามเลยค่ะ มีชื่อเสียงจากการออกแบบที่โดดเด่น สะดุดตา เป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยว ตลอดจนช่างภาพที่มาเยี่ยมเยือน เนื่องด้วยโรงแรมแห่งนี้ใช้โทนสีเขียว และสีฟ้าไล่สีเข้มอ่อนตัดกันไปมา โดยมีสีแดงและสีส้มมาสลับกันให้เกิดมิติที่แปลกตา เป็นการใช้สีคู่ตรงข้ามได้อย่างลงตัว ทางด้านตัวอาคารนั้น มีลักษณะเหมือนกับการนำกระท่อมหลายๆหลังมาเรียงซ้อนกัน ด้วยการนำหลังคาทิ่มลง โผล่ออกด้านหน้า ด้านหลังและด้านข้าง จนกล่าวได้ว่าดูวุ่นวาย ทว่าลงตัวเหมาะสมและสวยงาม จึงทำให้ Hotel Inntel Zaandam เป็นสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจและดึงดูดแขกจากทั่วทุกมุมโลกให้มาเข้าพักยังโรงแรมนี้ค่ะ


ภาพ Hotel Inntel Zaandam
เครดิตภาพจาก https://excellencemagazine.luxury/2020/02/inntel-hotel-amsterdam-zaandam/
 


ปุ๋ยเชื่อว่าท่านผู้อ่านทุกท่านคงจะได้รับประสบการณ์และความประทับใจที่แตกต่างกันออกไปจากแต่ละโรงแรมและรีสอร์ทไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือต่างประเทศเช่นเดียวกันกับปุ๋ย นอกจากนี้ ปุ๋ยเป็นอย่างยิ่งสักครั้งในชีวิต จะต้องหาโอกาสไปเที่ยวยังเมืองซานแดม และเข้าพักยังโรงแรมแห่งนี้ค่ะ



+++++++++++++++++++++++++++++

ฉันคือคนหนึ่งที่ชื่อปุ๋ย

วันอังคารที่ ๑๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓




วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2563

บทความที่ได้รับการส่งต่อมาจากไลน์ เรื่อง บทความดีๆ Covid-๑๙ ที่สอนใจ



สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านทุกท่าน 

จากวิกฤตโควิด-๑๙ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้เราได้รับบทเรียนสอนใจจากเรื่องนี้มากมาย ซึ่งมีผู้สรุปไว้ดังนี้  

๑. เมื่อมี "เงิน" อย่าใช้ให้หมด เราต้องหมั่น "เก็บเงิน" ไว้ใช้ในยามจำเป็นด้วย เพราะเวลาที่เกิดวิกฤต คนที่พอมีเงินอยู่บ้าง กับคนที่ไม่มีเงินเลย จะเกิดความทุกข์ที่แตกต่างกันมากมาย

๒. เมื่อมี "งาน" เราก็ต้องรักงาน ต้องขยัน ต้องเต็มที่ เพราะต่อจากนี้ไม่มีอะไรการันตีความมั่นคงอีกแล้ว ต้องเป็นพนักงานที่องค์กรเห็นว่าทำงานให้เขาได้ "คุ้มค่า" เขาจึงจะจ้างไว้ต่อ

๓. เมื่อมี "คนที่รัก" ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว ญาติ คู่รัก หรือเพื่อนรัก เราต้องสร้าง "ความสัมพันธ์" กันให้ดี หนักนิดเบาหน่อยก็อภัยให้กัน แสดงความรักที่มีต่อกันออกมาตั้งแต่วันนี้ เพราะการลาจากโดยไม่ได้ร่ำลา ช่างเป็นเรื่องที่น่าเศร้ายิ่งนัก

๔. เมื่อมี "เวลา" ต้องใช้ให้ดี อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะจากที่เราเคยคิดกันว่าทุกคนมีเวลาอย่างน้อย ๗๐ ถึง ๘๐ ปี แต่นับต่อจากนี้ไป ชีวิตของคนเราคงจะไม่แน่เช่นนั้นอีกแล้ว

๕. เมื่อมี "ร่างกาย" ต้องดูแลรักษาให้ดีที่สุด อย่าได้กล่าวว่าไม่มีเวลา เพราะร่างกายที่แข็งแรงจะเป็น "ภูมิต้านทาน" ต่อโรคต่าง ๆ การมีชีวิตอยู่ภายใต้ร่างกายที่แข็งแรง จะทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดี

๖. เมื่อมี "จิตใจ" ต้องทำให้ "สดชื่น" ไม่เป็นทุกข์ และไม่ต้องกังวลกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่ต้องไปให้ความสำคัญกับคนไม่ดี และมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน โดยไม่จมอยู่กับอดีต หรือกังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง

๗. เมื่อมี "ชีวิต" ต้องใช้ชีวิตให้คุ้มค่า ต่อไปไม่มีใครรู้ว่า เรามีเวลาของชีวิตแค่ไหน ขอให้ "รู้สึกดีกับชีวิต" ใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวเราเอง รักตัวเอง ศรัทธาในตัวเอง ภูมิใจในทุกๆ ด้านของชีวิตเราเอง

มีหลายคนกล่าวว่า เมื่อไหร่ COVID-๑๙ จะจบ ไปเสียที จะได้กลับไปใช้ชีวิต "เหมือนเดิม" ได้ไปเที่ยว ได้ไปกิน ได้ไปสังสรรค์ ถ้าเป็นแบบนี้ นั่นหมายถึงว่า เราอาจจะไม่ได้ "เรียนรู้" จากเหตุการณ์ใหญ่ครั้งนี้เลย หาก COVID-๑๙ ผ่านไป ขอให้ทุกคนตั้งมั่นว่า เราจะไม่ใช้ชีวิต "เหมือนเดิม" อีก เพราะเราจะต้องใช้ชีวิตให้ "ดีขึ้น" ใช้ชีวิตอย่างมี "คุณค่า" มากขึ้น โดยการมีความสุขในรูปแบบที่เรียบง่าย เป็นความสุขจาก "สิ่งที่เรามี" ในชีวิต ทำดีที่สุดกับ "คนที่เรารักและรักเรา" นอกจากนี้ ยังต้องเก็บ "เงินสำรอง" ไว้เสมอ และที่สำคัญเราควร "ช่วยเหลือผู้อื่น" ในทางที่เราช่วยได้

มีคนกล่าวว่า COVID-
๑๙ ทำให้โลกของเราจะไม่มีวันกลับไปเป็น "เหมือนเดิม" แต่เราก็จะบอกว่า เราเองนั้นก็ไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมเช่นกัน เพราะชีวิตเรานับจากนี้ มีแต่จะ "ดีขึ้น" และ "ดีที่สุด" ในแบบที่ชีวิตของเราจะเป็นได้


++++++++++++++++++++


อดทนเวลาที่ฝนพรำ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง 


******************************

ฉันคือคนหนึ่งที่ชื่อปุ๋ย

วันพฤหัสบดีที่ ๓๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๓ 





วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2563

วันที่ ๒๘ เมษายน เมื่อ ๗๐ ปีก่อน คือวันพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสของจอมบัลลังก์รัชกาลที่ ๙


เครดิตคลิปวิดีโอจาก https://www.youtube.com/watch?v=gOaE6fUH6KE



เพลง : เหมือนเคย
ศิลปิน : บอย โกสิยพงษ์ 
อัลบั้ม : Million Ways to Love - Part I 

ยิ้มที่ดูสดใส กับหัวใจที่อ่อนหวาน
ท่าทางเธอแบบนั้น ดูเท่าไรไม่เคยเบื่อ

แม้เวลาจะพ้นไป นานสักเท่าไร
เธอยังคงสดใสได้อย่างเหลือเชื่อ

เสียงหัวเราะในวันนั้น ฉันยังจำถึงวันนี้
นึกทีไรรู้สึกดี และดีทุกๆ เมื่อ

* แม้เวลาจะพ้นไป นานสักเท่าไร
ไม่เคยมีวันไหนที่ฉันจะเบื่อเลย

** ต่อให้โลกจะหมุนสักเท่าไร
เธอยังคงสดใสอ่อนหวานเหมือนเคย
ต่อให้ใครจะสวยเท่าไร รู้ไหมว่าฉันเฉยๆ
ก็เพราะว่าเธอน่ารักทุกๆ วัน
จนไม่อาจเปลี่ยนใจฉันที่มีให้เธอได้เลย
ฉันก็คงต้องบอก ฉันรักเธอ
เหมือนเคย

ทุกอย่างช่างดูเหมือนฝัน
ตั้งแต่เราได้พบกัน
เธอเติมให้ฉันเต็มโดยไม่ต้องเอ่ย

( ซ้ำ * , ** )

ก็เพราะว่าเธอน่ารักทุกๆ วัน
จนไม่อาจเปลี่ยนใจฉันที่มีให้เธอได้เลย
ฉันก็คงต้องบอก ฉันรักเธอ
เหมือนเคย

ต่อให้โลกจะหมุนสักเท่าไร
เธอยังคงสดใสอ่อนหวานเหมือนเคย
ต่อให้ใครจะสวยแค่ไหน รู้ไหมสำหรับฉันนั้นยังเฉยๆ

ก็เพราะว่าเธอน่ารักขึ้นทุกวัน
จนไม่อาจเปลี่ยนใจฉันที่มีให้เธอได้เลย
ฉันก็คงต้องบอก ฉันรักเธอ
เหมือนเคย


(เครติตเนื้อเพลงจาก https://xn--72c9bva0i.meemodel.com//เนื้อเพลง/เหมือนเคย_บอย%20โกสิยพงษ์) 



++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านทุกท่าน

วันที่ ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ หรือเมื่อ ๗๐ ปีก่อน คือวันที่พสกนิกรไทยทุกหมู่เหล่าปลื้มปิติ เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเข้าพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส กับ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ย้อนกลับไปก่อนที่พระองค์จะทรงประกอบพระราชพิธีอภิเษกสมรส เนื่องด้วยเมื่อ "พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร" เสด็จสวรรคตกะทันหัน ทำให้ "สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช" เสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๙ แห่งราชวงศ์จักรี แล้วจากนั้นไม่นานพระองค์ก็เสด็จพระราชดำเนินไปศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แล้วกาลเวลาก็พาพระองค์ได้พบกับ "คู่ชีวิต" ที่จะร่วมฝ่าฟันความยากลำบากต่างๆเพื่อพัฒนาให้คุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยดีขึ้น เมื่อพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปยังประเทศฝรั่งเศส และได้ทรงพบกับ "หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร" ซึ่งเป็นธิดาของหม่อมเจ้านักขัตมงคล กิติยากร เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในขณะนั้น 

เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๑ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้พระเนตรขวาของพระองค์ไม่สามารถทอดพระเนตรได้ดั่งเดิม ดังนั้น หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร จึงได้มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทที่พระตำหนักวิลล่าวัฒนาตามพระประสงค์ของสมเด็จพระราชชนนี กระทั่งพระอาการประชวรดีขึ้น และด้วยพระราชปฏิพัทธ์ของ ๒ พระองค์ที่ทรงมีต่อกัน และแล้วในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๒ เวลา ๑๐.๐๐ น. ณ โรงแรมวินด์เซอร์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมอบพระธำมรงค์เพชรวงเล็กที่สมเด็จพระบรมราชชนกทรงหมั้นกับสมเด็จพระบรมราชชนนี โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสกับพระคู่หมั้นว่า "สิ่งนี้เป็นของมีค่ายิ่ง และเป็นของที่ระลึกด้วย" ซึ่งหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เลือกเองระหว่างพระธำมรงค์องค์นี้กับพระธำมรงค์ทับทิมล้อมเพชรของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า

จากนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ผู้ซึ่งเป็นพระคู่หมั้น เสด็จกลับประเทศไทยอีกครั้งในเดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ เพื่อร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ ๒๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓

เมื่อเวลาผ่านไป ๑ เดือน หลังจากการถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เสร็จสิ้นลง พระราชพิธีราชาภิเษกสมรสก็ได้จัดขึ้นในวันที่ ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ ณ วังสระปทุม โดยสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงเป็นประธานในพระราชพิธี หลังจากที่ทรงเจิมพระนลาฏพระราชทานสองพระองค์ และทรงรดน้ำพระพุทธมนต์จากพระมหาสังข์แล้วนั้น เกิดปรากฏการณ์ที่สร้างความประหลาดใจระคนความปลาบปลื้มแก่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์อย่างยิ่ง เนื่องด้วยสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ซึ่งทรงมีความจำไม่ปกติ และไม่ตรัสมาเป็นเวลานาน กลับมีความทรงจำกลับคืนมาอย่างปกติเป็นที่น่าอัศจรรย์ โดยพระองค์ตรัสว่า "เอ้า หันออกไปยิ้มกับผู้คนที่เขามางานซิ เขาอุตส่าห์มากันเต็มๆ ออกไปให้เขาเห็นหน่อย" ในการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสนี้ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ และเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ เป็นวันที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามแบบโบราณราชประเพณี ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในโอกาสนี้ ทรงสถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระอัครมเหสีขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมราชินี โดยประกาศสถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี

ในวันที่จัดพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสนั้น พระราชพิธีดำเนินไปอย่างเรียบง่าย เมื่อถึงการถวายพระพรชัยมงคล พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร ผู้ทรงเป็นตัวแทนพระบรมวงศานุวงศ์ได้ตรัสถวายพระพรชัยมงคล ด้วยความตอนหนึ่งว่า "ได้ทรงพิจารณาเลือกสรรประสบผู้ที่สมควรแก่การสนองพระยุคลบาท ร่วมทุกข์ ร่วมสุข แบ่งเบาพระภาระในภายหน้า" ซึ่งความนี้คือความจริงทุกประการ เพราะตลอดระยะเวลา ๗๐ ปีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติ เหล่าพสกนิกรได้เห็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินเคียงกัน เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับราษฎรทั่วทั้งแผ่นดิน เหมือนดั่งภาพต่างๆที่ปรากฏอยู่ในวีดีโอเพลง "เหมือนเคย" ซึ่งศิลปินก็คือคุณบอย โกสิยพงษ์ และขับร้องโดยคุณต้อย เศรษฐา ศิระฉายา   


ความทรงจำของพสกนิกรชาวไทยเมื่อกล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ก็มักจะมีสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อยู่ด้วยเสมอ เนื่องจากทั้งสองพระองค์ต่างอยู่เคียงข้างกันตลอดมา 





เครดิตข้อมูลจาก 
๒. หนังสือ "แสงแห่งแผ่นดิน" 



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


ฉันคือคนหนึ่งที่ชื่อปุ๋ย

วันอังคารที่ ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๓ 


วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2563

บทความที่ส่งต่อกันทางไลน์--เดี๋ยวโควิด-๑๙ จะหายไป(จริงหรือ)

สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านทุกท่าน 

ในช่วงนี้สถานการณ์โควิด-๑๙ ยังไม่คลี่คลายลงเท่าที่ควร ข้อมูลข่าวสารที่ส่งกันส่วนใหญ่ยังเป็นเรื่องของโรคร้ายนี้ วันนี้ปุ๋ยจึงนำบทความที่ได้รับการส่งต่อกันทางไลน์มาให้ท่านผู้อ่านได้อ่านและปฏิบัติตามกันค่ะ

+ + + + + + + + + + + + + + + + +

ด็อกเตอร์ชื่อดังนามว่า “Dr. Erik Fleischma” ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโรคระบาดอีโบล่า ที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาส่งไปควบคุมโรคระบาดเป็นลำดับแรกๆของโลก ได้ให้ข้อมูลว่า
คำที่กล่าวว่า “เดี๋ยวโควิด-๑๙ จะหายไป” แล้วทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิมได้ คำนี้ "ผิด" เพราะโรคโควิด-๑๙ ไม่มีวันหายไปไหน แต่จะอยู่กับเรา เหมือนกับที่ "โรคซาร์ส", "โรคอีโบล่า" และ "โรคเมอร์ส" ที่ยังคงมีอยู่ และจะยังคงอยู่ไปกับเรา เมื่อโควิด-๑๙ เข้ามาในโลกใบนี้แล้ว เขาไม่มีทางที่จะหายไปได้ แล้วเราจะอยู่กับมันได้อย่างไร

Dr. Erik Fleischma กล่าวว่า โรคโควิด-๑๙ นี้ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งข้อเสียก็คือ โรคนี้ติดคนง่ายเกินไป ในขณะที่ข้อดีคือ เมื่อติดแล้ว คนเราจะไม่เสียชีวิตทันที ถ้าคนที่อายุมากกว่า ๖๕ ปีขึ้นไปติดโรคนี้ โอกาสที่คุณจะไม่สบายอย่างหนักหรือเสียชีวิต จะเพิ่มขึ้นเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้อย่าลืมคำนึงถึงผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวด้วย เพราะพวกเขาจะมีภูมิต้านทานค่อนข้างต่ำ ทำให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคไม่ค่อยไหว แต่ถ้าคนที่อายุน้อยกว่า ๖๕ ปี แล้วสุขภาพดี การทำงานของปอดดี มีภูมิคุ้มกันดี ไม่มีโรคแทรกซ้อน โอกาสเสียชีวิตมีไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ แต่เราก็ไม่สามารถละเลยได้ เพราะโอกาสติดโรคนั้นมีสูงมาก

วิธีแก้ปัญหาที่ด็อกเตอร์แนะนำก็คือ เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดก่อนว่า โควิด-๑๙ จะอยู่กับเราตลอดไป ไม่หายไปไหน วิธีการแก้ปัญหาคือ
๑. สร้างภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรงขึ้น ไม่มีอย่างอื่นเลย ที่จะช่วยให้เราไม่กระทบกับปัญหานี้
๒. ต้องนอนหลับ เพราะการนอนคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณขับรถยนต์เป็นเวลา ๒๔ ชั่วโมง แน่นอนว่ารถต้องเสีย ร่างกายของคนเราก็เช่นเดียวกัน ต้องพักผ่อนให้ได้อย่างน้อยวันละ ๗ ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง ในโลกนี้ไม่มีอะไรดีเท่าระบบร่างกายของเรา จึงเป็นคำถามที่ว่า "ทำไมคนเราถึงต้องไปโรงพยาบาล" ซึ่งด็อกเตอร์ก็ได้กล่าวว่า "นั่นเป็นเพราะว่าหมออยากให้เรานอนพักผ่อน เพราะการนอนหลับ คือสิ่งที่สำคัญที่สุด"
๓. ถ้าคุณไม่อยากติดโรค หรือติดแล้วไม่อยาก เสียชีวิต สิ่งที่เราควรปฏิบัติก็คือ รับประทานวิตามินให้เยอะๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยด็อกเตอร์ท่านนี้ได้แนะนำวิตามิน ๓ ชนิดที่ควรรับประทาน ได้แก่ วิตามินบีคอมเพล็กซ์ , วิตามินดี และสำคัญที่สุด ก็คือ วิตามินซี เพราะวิตามินซี สามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเราได้ จึงเป็นวิตามินที่สำคัญมาก
๔. เชื้อโรคพวกนี้ต้องกิน“น้ำตาล” ถ้าเรามีน้ำตาลเยอะในตัว เชื้อโรคยิ่งชอบ โดยเฉพาะน้ำตาลที่ผลิตมาจากโรงงาน ไม่ใช่น้ำตาลธรรมชาติ อันนี้ต้องระวังให้ดี น้ำตาลธรรมชาติ ที่เผาผลาญง่ายๆ สามารถรับประทานได้ปกติ
๕. การออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เราควรต้องออกกำลังกายให้มากขึ้น เพื่อให้ปอดแข็งแรง 
๖. เลิกสูบบุหรี่ เลิกดื่มเครื่องดื่มมึนเมา เพราะจะทำให้ปอดของเราอ่อนแอ

โรคเหล่านี้ เกี่ยวข้องกับตัวเราโดยเฉพาะ เราเองคือผู้ที่จะเอาชนะโรคนี้ได้ สิ่งที่โคโรน่าไวรัสชอบที่สุด ก็คือ "ความเครียด" เพราะความเครียดทำให้ภูมิต้านทานต่ำ แล้วจะยิ่งโดนโควิดทำอันตรายในร่างกายได้ง่ายๆ

ใครที่กำลังสงสัยว่า ควรจะไปตรวจหรือไม่ ด็อกเตอร์ท่านก็แนะนำว่า "ไม่จำเป็น" นอกเสียจากว่า ร่างกายของเราจะเกิดความผิดปกติ ๓ ข้อ คือ
๑. ไอแห้งๆ เหมือนคนแก่ที่ป่วยหนัก
๒. ตัวร้อน
๓. เจ็บคอ
ถ้ามีอาการเหล่านี้ควรจะไปตรวจร่างกายทันที

สรุปแล้ว สิ่งที่เราพึงปฏิบัติมีดังต่อไปนี้ 
๑. สร้างภูมิต้านทานให้ตนเองแข็งแรง ทั้งกาย และใจ
๒. งดน้ำตาลที่เป็นอาหารของโรค
๓. รับประทานวิตามินให้มากขึ้น โดยเน้นวิตามินบี วิตามินดี และวิตามินซี
๔. ออกกำลังกายให้มากขึ้น เพื่อให้ปอดแข็งแรง
๕. งดเหล้าและงดบุหรี่ 
๖. นอนหลับให้เพียงพอ อย่างน้อยควรนอนหลับให้ได้วันละ ๗ ชั่วโมง
๗. ไม่ควรเครียด ถ้าเครียดเมื่อไร ก็ผ่อนคลายด้วยการดูรายการ ละคร หรือภาพยนตร์ตลกคอเมดี้ เราควรอารมณ์ดีให้มากขึ้น 

+ + + + + + + + + + + + + + + + +

เมื่อท่านผู้อ่านได้อ่านข้อมูลทั้งสิ้นนี้แล้ว ควรปฏิบัติตามเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงของท่านนะคะ นอนหลับพักผ่อนให้มาก เครียดให้น้อยลง แล้วเราจะต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆได้ค่ะ 

+ + + + + + + + + + + + + + + + +

ฉันคือคนหนึ่งที่ชื่อปุ๋ย

วันจันทร์ที่ ๒๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๓