วันเสาร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2562

ทริปท่องเที่ยว--ผูเถียน (ฉบับที่๑)



สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านทุกท่าน

สุขสันต์วันสงกรานต์ย้อนหลังค่ะ
วันสงกรานต์คือเทศกาลที่คนส่วนใหญ่ได้พักผ่อน ท่องเที่ยว ชาร์จแบตเตอรี่ให้กับตนเอง เพื่อจะได้มีแรงทำงานต่อไป ซึ่งปุ๋ยเองก็ได้ไปท่องเที่ยวมาด้วยเช่นกันค่ะ โดยปุ๋ยและเหล่าลูกพี่ลูกน้องล้วนเดินทางไปท่องเที่ยวยังเมืองผูเถียน มณฑลฮกเกี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อไปเยี่ยมญาติและถือโอกาสท่องเที่ยวด้วยค่ะ
เครดิตภาพจาก https://board.postjung.com/991972
เครดิตภาพจาก http://protectthaicitizen.blogspot.com/2011/07/blog-post_8861.html

เมื่อกล่าวถึงมณฑลฮกเกี้ยนแล้ว เราคงจะนึกถึงเมืองเซี่ยเหมิน เนื่องจากเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงสำหรับคนไทย แต่นอกเหนือจากเมืองเซี่ยเหมินแล้ว ยังมีอีกหลายเมือง อาทิ เมืองฝูโจว จางโจว ผูเถียน เป็นต้นค่ะ 

เครดิตภาพจาก http://www.bkkfly.com/airlines/xiamen-airlines.html

ในการเดินทางครั้งนี้ ปุ๋ยและกลุ่มพี่ๆใช้บริการของสายการบินเซี่ยเหมินแอร์ไลน์ เครื่องบินออกจากสนามบินสุวรรณภูมิเวลา ๑๕.๕๐ น.ตามเวลาประเทศไทย มาถึงสนามบินฝูโจวเวลา ๑๙.๒๐ น. ตามเวลาที่ประเทศจีน เมื่อลงมาถึงงวงช้างแล้ว ก็ต้องลงจากตัวเครื่องเพื่อนั่งรถเข้าสู่ด้านในของสนามบินนานาชาติฝูโจวฉางเล่อ (福州长乐国际机场)ซึ่งอากาศตอนที่ลงจากรถ แล้วเข้าสู่สนามบินนั้น เย็นเจี๊ยบเชียวค่ะ คนที่ไม่ค่อยได้สัมผัสอากาศเย็นตามธรรมชาติแบบปุ๋ยจึงรู้สึกหนาวขึ้นมาเชียวค่ะ แล้วปุ๋ยไม่ได้เตรียมเสื้อกันหนาวไป เพราะไม่คิดว่าจะอากาศเย็น จึงทำได้แค่ใช้ผ้าคลุมไหล่ผืนบาง ๑ ผืนมาคลุมที่ไหล่ของตนเองเท่านั้น
เมื่อผ่านพ้นจากด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้วนั้น ปุ๋ยก็ได้พบกับพี่ชายและพี่สาวที่แสนใจดีคอยต้อนรับ ซึ่งใช้เวลาไม่นานนักก็เดินทางโดยรถตู้ไปยังเมืองผูเถียน ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองฝูโจวไปประมาณ ๑ ชั่วโมงครึ่ง เพื่อไปโรงแรมผูเถียนไห่หยวนอินเตอร์เนชั่นแนล (Haiyuan International Hotel / 莆田海源国际酒店)เมื่อมาถึงยังโรงแรมแล้ว พี่ชายใจดีก็ได้สั่งอาหารมารอ ซึ่งอาหารรสชาติดีเชียวค่ะ เป็นข้าวผัดและซุปเกี๊ยวหมู ปุ๋ยรับประทานแล้ว ชุ่มคอ อุ่นกาย และอิ่มท้องด้วยค่ะ 
เสร็จสิ้นการรับประทานอาหารค่ำแล้ว ก็พักผ่อนกันตามอัธยาศัย พรุ่งนี้พร้อมลุยไปเที่ยวกันค่ะ
ยามเช้าเมื่อมองออกมาจากห้องพักในโรงแรม

ยามเช้าเมื่อมองออกมาจากห้องพักในโรงแรม

และแล้วเช้าวันเสาร์ที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๖๒ ก็มาถึงค่ะ ปุ๋ยและพี่ๆลงมารับประทานเช้าที่โรงแรมแบบบุฟเฟต์ เรารับประทานกันเสร็จสรรพก็เดินทางสู่เกาะเหมยโจว ซึ่งใช้เวลาประมาณ
๔๕ นาทีจากโรงแรมก็มาถึงท่าเรือ เพื่อลงเรือข้ามฟากไปเกาะเหมยโจว ในระหว่างนี้ ปุ๋ยก็ได้เห็นบรรยากาศบางส่วนในเมืองผูเถียนค่ะ ปุ๋ยจึงนำภาพมาฝากให้ทุกท่านได้ชมกันด้วยค่ะ
บรรยากาศในเมืองผูเถียนเมื่อถ่ายภาพจากบนรถ


บรรยากาศในเมืองผูเถียน

บรรยากาศในเมืองผูเถียน

เมื่อมาถึงยังท่าเรือแล้ว พวกเราต้องซื้อตั๋วลงเรือกัน คงจะหลายหยวนค่ะ เพราะปุ๋ยไม่ทราบราคาที่แน่นอน 
นอกจากจะสัมผัสลมที่เย็นมากแล้ว ยังต้องพบกับฝนที่ตกปรอยปรายอีกด้วยค่ะ ไม่เพียงเท่านั้น คนที่มาข้ามฟากไปเกาะเหมยโจว ยังมีอีกเยอะมากค่ะ 
ขอแจ้งให้ทราบว่า ห้องน้ำที่ท่าเรือสำหรับผู้หญิงเป็นแบบนั่งยองนะคะ ถ้าข้อเข่าไม่ดีคงจะลำบากอยู่เหมือนกันค่ะ
พวกเราต้องรอคิวลงเรืออยู่สักพักใหญ่ๆ ซึ่งปุ๋ยไม่คิดเลยว่าจะมีคนเยอะได้ถึงเพียงนี้ จากอากาศที่เย็นๆก็เริ่มจะอุ่นขึ้นมาเลยค่ะ

รอคิวจนถึงเวลาที่ลงเรือข้ามฟาก ชาวจีนทั้งหลายต่างกรูกันลงเรืออย่างรวดเร็ว ในขณะที่พวกเราค่อยเป็นค่อยไปค่ะ แม้จะลงเรือแล้วไม่มีที่นั่งก็ไม่เป็นไรค่ะ เพราะประมาณเพียง ๕ นาทีก็เดินทางมาถึงเกาะเหมยโจวแล้วค่ะ 
เกาะเหมยโจวค่ะ สวยหรือเปล่าคะ
เข้าไปด้านในกันค่ะ



ปุ๋ยกำลังนั่งอยู่บนรถกอล์ฟค่ะ

เนื่องด้วยทีมที่ปุ๋ยไปด้วยนั้นมีร่วมยี่สิบชีวิต ทั้งยังมีผู้สูงวัยไปด้วย จึงต้องนั่งรถกอล์ฟไปยังด้านหน้าทางเข้าศาลเจ้าองค์หม่าโจ้ว (媽祖)ค่ะ โดยใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็มาถึงด้านหน้าของศาลเจ้าแล้วค่ะ จากนี้ไปก็ต้องพึ่งพาตนเองในการขึ้นบันไดไปแต่ละชั้นจนกว่าจะถึงชั้นบนสุด ซึ่งประดิษฐานองค์หม่าโจ้วที่สูงตระหง่านและงดงาม

องค์หม่าโจ้วซึ่งอยู่ด้านบนไกลออกไปสุดลูกหูลูกตา

โปสเตอร์บนเกาะค่ะ
ประวัติอย่างคร่าวๆขององค์หม่าโจ้ว คือ ท่านเป็นธิดาของเจ้ามณฑลฮกเกี้ยนในสมัยราชวงศ์ซ่ง เกิดในตระกูลลิ้ม มีอยู่วันหนึ่งท่านฝันถึงเหตุการณ์ในภายภาคหน้าว่าจะมีพายุทางทะเล ทำให้มีผู้เสียชีวิต ท่านจึงเตือนบิดาและพี่ชายไม่ให้ออกเรือ แต่ทว่าทั้งสองท่านไม่เชื่อจึงโดยสารเรือเดินทางออกจากเมืองไป และแล้วพายุทางทะเลก็บังเกิดขึ้นเหมือนดั่งที่องค์หม่าโจ้วเคยฝัน จากนั้นก็มีผู้คนในมณฑลฮกเกี้ยน ศรัทธาในหม่าโจ้ว ในกาลต่อมาผู้คนที่เดินเรือก็ต่างสักการะองค์หม่าโจ้ว เพื่อเป็นขวัญกำลังใจสำหรับผู้ที่ประกอบอาชีพประมง ในปัจจุบันนี้ผู้ที่ประกอบอาชีพต่างๆก็สักการะองค์หม่าโจ้วเช่นกัน เพราะเชื่อว่าท่านสามารถช่วยให้คนที่ต้องการมีลูกได้สมหวังดังปรารถนา 
ปุ๋ยชอบสถาปัตยกรรมแบบจีนค่ะ 

ถ่ายภาพจากด้านบน ซึ่งฝนเริ่มตกมาแล้ว

สาธุชนล้นหลาม

เราค่อยๆเดินขึ้นไปยังชั้นบน ซึ่งมีคนเป็นจำนวนมากมาสักการะองค์หม่าโจ้ว ทำให้พวกเราต้องระวังชีวิตและทรัพย์สินของตนเองให้ดี จนกว่าจะลงไปยังชั้นล่าง ปุ๋ยขึ้นไปทีละชั้น แวะสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และองค์หม่าโจ้วอย่างไม่รีบร้อน เนื่องจากมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องจึงต้องระมัดระวังการขึ้นบันไดทุกฝีก้าว ในแต่ละชั้นมีองค์หม่าโจ้วปางต่างๆที่แกะสลักงดงามประดิษฐานให้สาธุชนได้สักการะค่ะ
องค์หม่าโจ้วค่ะ

องค์หม่าโจ้วอีกปางค่ะ

ส่วนนี้สำหรับซื้อของสักการะค่ะ

ก่อนจะถึงชั้นบนสุดซึ่งมีองค์หม่าโจ้วหันหน้าไปทางทะเล ผู้ที่มาสักการะนั้นก็ต้องชำระเงินซื้อบัตรขึ้นชมจำนวน ๓๐ หยวน (หรือประมาณ ๑๕๐ บาท) เสียก่อนค่ะ เมื่อมาถึงยังชั้นบนสุดแล้ว ความหนาวได้จากหายไป ฝนก็หยุดตกโดยปริยาย จึงทำให้ปุ๋ยต้องถอดเสื้อกันหนาวและผ้าพันคอออกไปเลยค่ะ ร่มก็เก็บลง แล้วจึงตั้งจิตอธิษฐานต่อองค์หม่าโจ้วค่ะ โดยไม่ลืมที่จะถ่ายภาพองค์หม่าโจ้วไว้เป็นที่ระลึกนะคะ ในระหวา่งนั้น นักท่องเที่ยวจะคนจีนกลุ่มหนึ่งมาชักชวนให้ถ่ายภาพอีกด้วย เขาคิดเงินราคาใบละ ๒๐ หยวน (หรือประมาณใบละ ๑๐๐ บาท) ค่ะ แต่ว่าปุ๋ยไม่ได้ถ่ายภาพดังกล่าวที่คนจีนชักชวน จึงไม่มีภาพลักษณะนั้นมาให้ท่านผู้อ่านได้ชมกันค่ะ 
องค์หม่าโจ้วซึ่งอยู่ชั้นบนสุดค่ะ งดงามมาก

ขอลงภาพองค์หม่าโจ้วอีกหนึ่งภาพค่ะ

เมื่อสักการะองค์หม่าโจ้วเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาลงจากด้านบน เพราะเราใช้เวลากันไปพอสมควรค่ะกว่าจะขึ้นมาถึงชั้นบนสุด จากนั้นก็ไปรับประทานอาหารมื้อกลางวันค่ะ ซึ่งมื้อนี้มีอาหารของผูเถียนที่อร่อยมากมายนำมาเสิร์ฟให้พวกเราได้ลองลิ้มชิมรสกัน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นอาหารทะเล อีกทั้งยังมีน้ำแกงให้รับประทานแล้วชุ่มคออีกด้วย 
รับประทานหมี่ค่ะ
เครดิตภาพโดย Vannee Kung

น่าจะเป็น ออส่วน นะ
เครดิตภาพโดย Vannee Kung

หอยลายค่ะ
เครดิตภาพโดย Vannee Kung

รับประทานปลาค่ะ
เครดิตภาพโดย Vannee Kung

นี่เมนูอะไรอ่ะ
เครดิตภาพโดย Vannee Kung

น้ำซุป
เครดิตภาพโดย Vannee Kung

ผัดเปรี้ยวหวานครับ
เครดิตภาพโดย Vannee Kung

ผัดผักค่ะ
เครดิตภาพโดย Vannee Kung

เมื่อรับประทานอาหารกลางวันในช่วงเวลาบ่ายสองโมงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปุ๋ยกับพี่ๆก็นั่งรถกอล์ฟไปชายหาดของเกาะเหมยโจว เพื่อชมทะเลและเดินเล่นชายหาด แต่ทว่าเมื่อไปถึงแล้ว ลมเย็นพัดโชยมาอย่างไม่หยุดยั้ง คนขี้หนาวทั้งหลายต้องล่าถอยกลับ ดังนั้นแค่เพียงถ่ายภาพเป็นที่ระลึกและชมสินค้าที่มีจำหน่ายบนชายหาด ก็ประทับใจมากพอสำหรับทีมของปุ๋ยแล้วค่ะ  
โอ้ทะเลแสนงาม

ฟ้าสีครามสดใส

บรรยากาศรอบๆทะเลครับ


วันนี้มีเรื่องมาแบ่งปันเพียงเท่านี้ค่ะ แล้ววันอื่นจะมาเล่าส่วนที่เหลือของทริปท่องเที่ยวผูเถียนของวันต่อๆมาให้อ่านกันต่อนะคะ  
---------------------------------------------------------------
ฉันคือคนหนึ่งที่ชื่อปุ๋ย
วันเสาร์ที่ ๒๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๒ 


วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2562

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับเทศกาลเช็งเม้ง

     เรื่องควรรู้เกี่ยวกับเทศกาลเช็งเม้ง  

     ระยะเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วนะคะ หลังจากตรุษจีนผ่านมาไม่นาน ก็เข้าสู่ช่วงเทศกาลเช็งเม้ง ซึ่งเป็น
เทศกาลหนึ่งในแปดเทศกาลใหญ่และสำคัญของคนจีน ข้อมูลที่ปุ๋ยจะนำเสนอในวันนี้ เป็นข้อมูลที่ได้รับจากไลน์มานะคะ ปุ๋ยจึงนำมาเสนอให้ทุกท่านได้อ่านเพื่อเพิ่มเติมความรู้และประเพณีที่ควรปฏิบัติสำหรับเทศกาลเช็งเม้งค่ะ 

     เทศกาลเช็งเม้ง ซึ่งออกเสียงเป็นภาษาจีนแต้จิ๋วว่า เช็งเหม่งโจ่ย (清明節) คือ การเยี่ยมเยียนและทำความสะอาด รวมถึงเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่สุสาน ดังที่คนแต้จิ๋วหลายครอบครัวมักเรียกว่า “คั้วจั้ว หรือ คั้วชุงจั้ว (掛紙 /掛春紙)”  คั้วจั้ว คือ การแขวนกระดาษสีตกแต่งสุสานในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ในขณะที่คั้วตังจั้ว(掛冬紙) คือ การเซ่นไหว้สุสานในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปลายปี ราวๆเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ซึ่งนิยมในจีนบางท้องถิ่น
     แต่เดิมใช้วันแรกของสารทเช็งเม้งเป็นวันประกอบพิธีเพียงวันเดียว แต่ต่อมาเพื่อความสะดวก ก็นิยมก่อนวันตรงสามวัน หลังวันตรงสามวัน ซึ่งวันตรงของเทศกาลเช็งเม้งคือวันที่ ๔ เมษายน หรือวันที่ ๕ เมษายนของทุกปี แต่ระยะหลังมานิยมไหว้ได้ทั้งในสารทชุนฮุง จนถึงวันเริ่มสารทเช็งเม้ง เป็นช่วงเวลาที่ไปไหว้เช็งเม้ง ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวจะอยู่ราววันที่ ๒๑ มีนาคม ถึงวันที่ ๕ เมษายนของทุกปี ปัจจุบันมีคนสับสนว่าต้องไหว้ได้หลังชุงฮุงเท่านั้น หากไหว้ก่อนบรรพบุรุษจะไม่สามารถรับของไหว้ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะที่จริงชุงฮุงและเช็งเม้ง เป็นคนละสารทกัน 
     ในปัจจุบันยังพบว่าครอบครัวจีนแคะหลายบ้านนิยมไปไหว้เร็วคือตั้งแต่หลังเทศกาลหง่วงเซียว และในท้องถิ่นอำเภอศรีราชา อำเภอบางพระ จังหวัดชลบุรี ยังนิยมไปไหว้บรรพชนที่สุสานในวันชุงฮุง ซึ่งก็เป็นความนิยมท้องถิ่นไป นอกจากนี้ หลายๆครอบครัวยังนิยมไปไหว้เช็งเม้งในวันที่ ๓ เดือน ๓ ตามปฏิทินจันทรคติของจีน (三月初三:ซาหง่วยชิวซา) โดยปีนี้ตรงกับวันที่ ๗ เมษายน เรียกว่า เหล่าเช็งเม้ง หรือ โก๋วเช็งเม้ง ซึ่งหมายถึง เช็งเม้งโบราณ ค่ะ 
     ธรรมเนียมการประกอบพิธีเช็งเม้งนั้น ลูกหลานต้องไปทำความสะอาดฮวงจุ้ยของบรรพชน ปัดกวาดเช็ดถู ถางหญ้า และเขียนเติมสีอักษรป้ายหินสุสานใหม่ เหตุที่หลักใหญ่อยู่ที่การทำความสะอาดมาจากหลักคิดของความกตัญญูที่มีต่อบรรพชนที่ฝังอยู่ในมโนสำนึกของลูกหลานจีนทุกคน โดยถือว่าฮวงจุ้ยเป็นบ้านของบรรพชนผู้ล่วงลับ ดังนั้นลูกหลานต้องไปดูแลทำความสะอาดและบำรุงรักษาอย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง และเมื่อลูกหลานไปทำความสะอาดแล้วจึงถือโอกาสเซ่นไหว้บรรพชนไปด้วยในตัว ซึ่งธรรมเนียมการเซ่นไหว้นี้บางท้องถิ่นก็เซ่นไหว้หน้าฮวงจุ้ยเป็นชุดใหญ่ แต่บางท้องถิ่นก็เซ่นไหว้ที่บ้านชุดใหญ่แล้วไปทำความสะอาดฮวงจุ้ยและจุดธูปเทียนสักการะพร้อมแขวนหรือวางกระดาษสีเท่านั้นก็มี ขึ้นอยู่กับความนิยมและความสะดวกของครอบครัวลูกหลาน เทศกาลเช็งเม้งยังมีความสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ เป็นเทศกาลที่นิยมการตั้งโต๊ะไหว้บรรพชนทุกรุ่นของเรา 
     การไปทำความสะอาดและไหว้ที่ฮวงจุ้ยปัจจุบันมีความเข้าใจผิดอยู่หลายประการ อันเนื่องมาจากมีบุคคลที่ไม่รู้แต่อยากเอาวัฒนธรรมมาเป็นสินค้าทางการตลาด จึงนำความรู้ผิดๆมาเผยแพร่และผู้ที่ไม่รู้ก็เผยแพร่ต่อๆกันไป ซึ่งจะได้เขียนอธิบายดังนี้
     ๑.โต๊ะหน้าป้ายหน้าฮวงจุ้ย เป็นที่นั่งของวิญญาณบ้างเป็นทางออกของวิญญาณบ้าง ข้อมูลแบบนี้เป็นข้อมูลที่ผิดและไม่ตรงกับข้อเท็จจริง แท้จริงแล้วโต๊ะตัวนี้เรียกว่า จี่ชึ้ง(祭床) หมายถึง โต๊ะเซ่นไหว้ จี่มาจากคำว่า จีไป่(祭拜) ที่แปลว่า เซ่นไหว้ เหตุที่ต้องมีโต๊ะตัวนี้เพราะเวลานำร่างบรรพชนลงฝังในฮวงจุ้ย ปลายเท้าของท่านจะหันมาด้านหน้าฮวงจุ้ย และอยู่ในระดับเดียวกันหรือใกล้เคียง กับป้ายหินหน้าฮวงจุ้ยดังนั้นจึงจัดทำโต๊ะตัวนี้ไว้ปลายเท้าเพื่อให้ลูกหลานวางธูปเทียนดอกไม้และอาหารกราบไหว้ปลายเท้าเพื่อเป็นการแสดงกตัญญูกตเวทิตาอย่างสูงสุด ดังนั้นการเอาสิ่งของเช่นธูปเทียนอาหารไหว้บนโต๊ะตัวนี้เป็นการเหมาะสมและแสดงออกถึงความกัตตญูเป็นอย่างยิ่ง
     ๒.การจุดประทัด มีความเข้าใจผิดว่าการจุดประทัดเมื่อไหว้เสร็จจะเป็นการกระตุ้นโชคลาภ แต่แท้จริงแล้ว ฮวงจุ้ยบรรพชนเป็นการสร้างตามหลัก ๕ ธาตุและดาว ๙ ดวง ดังนั้นฮวงจุ้ยบรรพชนจึงห้ามกระทบแบบไม่ถูกหลัก เนื่องเพราะบางตำแหน่งหากมีการกระทบอาจทำให้ลาภเสื่อมหรือบารมีเสื่อม ดังนั้นการจุดประทัดในตำแหน่งที่ห้ามกระทบจะส่งผลเสียมากกว่า เราจึงไม่ควรจุดประทัดบริเวณฮวงจุ้ย
     ๓.การตกแต่งฮวงจุ้ยด้วยกระดาษสี และของตกแต่งมีข้อห้ามเด็ดขาดข้อหนึ่ง คือการเอาของแหลมปักลงบนฮวงจุ้ย ดังนั้นการเอาธงสีปักลงในฮวงจุ้ยจึงเป็นข้อห้ามที่ไม่ให้กระทำ เพราะจะปักโดนดวงวิญญาณ ดังนั้นจึงควรใช้กระดาษสีวางบนป้ายหินสลักชื่ออย่างในสมัยโบราณหรือจะโปรยตกแต่งบนเนินดินหลังเต่าก็พอ ทั้งนี้ บางครอบครัวมีธรรมเนียมว่าหากเป็นหลุมที่เตรียมไว้แต่เจ้าของยังมีชีวิตอยู่(แซกี) จะโปรยตกแต่งเฉพาะกระดาษสีแดงล้วน แต่หากเป็นหลุมที่มีผู้อยู่แล้ว (ฮกกี) จะใช้กระดาษหลากสีโปรยตกแต่ง
     ๔.ไม่ไหว้ด้วยช้อน ธรรมเนียมนี้มาจากหลักคิดที่ว่าให้บรรพชนเหลือให้ลูกหลานกินใช้ ดังนั้นการไหว้ด้วยช้อนหรือสิ่งใกล้เคียงกับช้อน เช่น กระบวยทัพพี เป็นการจะทำให้บรรพชนรับประทานอาหารหมด ไม่เหลือให้ลูกหลาน การไหว้ด้วยช้อนและสิ่งใกล้เคียงเป็นสิ่งต้องห้าม
     ๕.การถมดินบนหลังฮวงจุ้ย สามารถทำได้หากดินถูกน้ำฝนชะไป ควรถมกลับให้ได้รูปทรงเดิม โดยนิยมพูนเป็นเนินคล้ายกระดองเต่า
     ๖.ของไหว้สำหรับหน้าฮวงจุ้ยสามารถจัดของได้ตามที่ต้องแต่มีของอยู่3อย่างที่ต้องมีไหว้คือ
     ๖.๑ ปลาช่อนนึ่งหรือทอด การไหว้ปลาช่อนจะทำให้ที่ดินของฮวงจุ้ยมีพลัง สามารถส่งพลังเหล่านั้นให้ลูกหลาน
     ๖.๒ หอยแครง สำหรับจีนแต้จิ๋วแล้ว การไหว้หอยแครงมีความหมายถึง การที่ลูกหลานมาพบกับบรรพชน(กุกเน๊กเซี่ยงเกี่ยง หมายถึง เนื้อกับกระดูกมาเจอกัน บรรพชนเปรียบกับกระดูกหรือเปลือกหอย ลูกหลานเปรียบกับเนื้อ) บางความเชื่อหมายถึงการเก็บโชคลาภให้ลูกหลาน และมีธรรมเนียมอีกว่าให้ลูกหลานกินหอยแครงแล้วโยนเปลือกไปบนฮวงจุ้ยเพื่อเก็บเอาพลังแห่งโชคลาภบนฮวงจุ้ยและเป็นสัญลักษณ์ว่าลูกหลานได้มาไหว้แล้ว นอกจากนี้ยังเปรียบเปลือกหอยเป็นเบี้ย คือเงินเบี้ยสมัยโบราณ จึงมีความหมายมงคล อีกทั้งเปลือกหอยที่โยนไว้ยังชะลอการไหลของดินลงจากเนินเมื่อถูกน้ำชะอีกด้วย
     ๖.๓ ไข่เป็ดต้มย้อมสีแดง โดยนิยมไหว้รวมในเนื้อสัตว์สามชนิด(ซาแช)การไหว้ไข่แดงนี้มีความหมายคือให้ลูกหลานเจริญรุ่งเรืองและนิยมปฎิบัติเช่นเดียวกับการไหว้หอยแครงคือเมื่อไหว้เสร็จให้ลูกหลานทานไข่แล้วโยนเปลือกไข่ไปบนฮวงจุ้ย
     ๖.๔ ขนมจือชังเปียะ(芝蔥餅) เป็นขนมที่ทำด้วยงาและต้นหอมเป็นขนมเปี้ยะประจำเทศกาลเช้งเม้งของคนแต้จิ๋วจากเขตเตี่ยเอี๊ย มีสองแบบคือแบบสดและแบบกรอบสามารถไหว้ได้ทั้งสองแบบ
     ๖.๕ ขนมนก หรือ เจี่ยวเปียะ(鳥餅)อันนี้เป็นขนมที่คนแต้จิ๋วจากเขตเตี่ยเอี๊ยที่นิยมไหว้ด้วยเชื่อว่าจะได้ลาภผลว่องไว และเปรียบกับการเดินทางไปเซ่นไหว้ในสมัยโบราณที่ต้องเดินทางไกล
     การเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่สุสานจะเดินทางไปไหว้ช่วงใดของปี จะสักการะด้วยของสิ่งใดมากหรือน้อย ไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะธรรมเนียมและความนิยม ย่อมมีความเหมือน และความแตกต่าง มีหลากหลาย เพียงแต่ทำด้วยความเข้าใจ แต่คงไม่สำคัญเท่ากับลูกหลานพร้อมใจกันไปเซ่นไหว้ด้วยความสามัคคีกลมเกลียว สักการะด้วยจิตสำนึกในพระคุณ ด้วยความกตัญญูกตเวทีเป็นที่ตั้ง ดังคำสอนจีนว่า
百善孝為先 (ไป่ซ่านเสี้ยวเหวยเซียน) คุณธรรมทั้งปวงล้วนมีความกตัญญูเป็นปฐม 
     เรามิอาจล่วงรู้ได้ว่าบรรพชนจะยังอยู่ จะได้รับข้าวของหรือการเซ่นไหว้ของเราหรือไม่ หากแต่เรารู้ว่า ในรอบปีนี้เราได้พบเจอญาติพี่น้องในตระกูลและได้พร้อมใจกันระลึกคุณแห่งบุคคลอันเป็นที่รักที่ล่วงลับไปแล้ว ได้เยี่ยมเยียนท่านเสมือนกับท่านยังอยู่ และได้แต่หวังว่าท่านคงปลื้มใจและคอยเป็นกำลังใจให้ลูกหลานของท่านเจริญรุ่งเรืองสืบไปค่ะ
 
     ขอให้ลูกหลานกตัญญูทุกท่านเจริญรุ่งเรืองค่ะ  
     孝子賢孫 富貴昌盛 五代同堂



     แหล่งที่มาของข้อมูลจากเพจ "ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย" 


+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +

     ฉันคือคนหนึ่งที่ชื่อปุ๋ย 

     วันศุกร์ที่ ๒๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ 


เพิ่มแรงใจสู้ทุกอุปสรรคด้วยเรื่องราวของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ฉบับที่ ๑




     สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านทุกท่าน 

     ห่างหายจากการพบปะกับทุกท่านมาเป็นเวลานาน วันนี้ได้โอกาสที่ดีจึงกลับมาพบกับทุกท่านอีกครั้งค่ะ 
     ในแต่ละวันทุกท่านคงต้องพบเจอกับการทำงานอันแสนเหนื่อยล้า อาจทำให้รู้สึกเบื่อ ไม่อยากไปทำงาน ซึ่งถ้าเรารู้สึกเช่นนี้ทุกวัน ก็คงแย่ต่อสุขภาพจิตอย่างแน่นอนค่ะ ดังนั้นแล้ว เราควรปล่อยวางความเครียดนี้ลง แล้วเปลี่ยนมาหาความรื่นรมย์ให้กับตนเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลงที่ทำให้เราผ่อนคลาย ดูละครตลก หรืออาจจะอ่านหนังสือที่สร้างรอยยิ้มให้กับเราค่ะ 
     เมื่อกล่าวถึงหนังสือแล้ว ปุ๋ยได้อ่านหนังสืออันทรงคุณค่าอยู่เล่มหนึ่งค่ะ เป็นหนังสือเกี่ยวกับพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า "แสงแห่งแผ่นดิน" ปุ๋ยอ่านมาที่หน้า ๓๗ เป็นเรื่องราวของพระองค์ท่านสมัยยังทรงพระเยาว์ ในหน้านั้นได้บรรยายว่า 
     "ช่างคิดช่างจำนรรจา
     ในบรรดาเจ้านายเล็กๆทั้งสามพระองค์แห่งราชสกุลมหิดล สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช หรือ "พระองค์เล็ก" ทรงมีบุคลิกที่ร่าเริงแจ่มใส เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา เฉลียวฉลาดช่างคิด ช่างจำนรรจา ทรงเป็นความสว่างสดใสของครอบครัวมาแต่ไหนแต่ไร
     เมื่อครั้งประทับในสวิตเซอร์แลนด์ช่วงปีแรก หม่อมสังวาลย์ฯ เล่าถึงพระโอรสพระองค์เล็กเมื่อมีพระชันษาย่าง ๖ ปี ในจดหมายถึงสมเด็จพระพันวัสสาฯ เดือนกันยายน พ.ศ.๒๔๗๖ ปรากฎไว้ในหนังสือ "เจ้านายเล็กๆ-ยุวกษัตริย์" ว่าพระองค์เล็กทรงรู้จักเป็นห่วงการเรียนท่องศัพท์ที่ครูให้มาและยังช่างเจรจา "...เล็กเดี๋ยวนี้ตั้งต้นว่าคนเก่ง ว่าท่านรัศมีบอกชื่อหนูไม่เห็นดี เดี๋ยวแมวมากัด เมื่อเช้านี้นันทโกรธ ก็ว่านันทโกรธมากไม่ดี แก่เร็ว และหัวจะล้านด้วย" 
     ครั้งหนึ่งพระเชษฐากริ้วอะไรไม่ทราบ ทรงทำท่าจะบิดรางรถไฟเสียให้หัก พระอนุชาจึงรีบขอว่าอย่าทรงทำเช่นนั้นเลย "ประทานน้องเสียดีกว่า"
     ในราว พ.ศ.๒๔๗๘ “ทูลหม่อมป้า” ของเจ้านายเล็กๆ หรือสมเด็จเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ฯ เสด็จไปรักษาพระองค์ที่สวิตเซอร์แลนด์ และทรงแวะเยี่ยมครอบครัวมหิดล พระอนุชาได้ทรงบอกกับพระพี่เลี้ยงแหนนผู้ทำอาหารเลี้ยงรับรองว่า “แหนนต้องทำอาหารอร่อยๆนะ...เพราะทูลหม่อมป้าท่านเป็นญาติของเรา” 
     “ทูลหม่อมป้า” ก็ทรงมีจดหมายทูลสมเด็จพระพันวัสสาฯ ถึงพระราชนัดดาพระองค์เล็กอย่างทรงเอ็นดูว่า “เล็กพูดภาษาไทยต่อกับฝรั่งเศสเป็นประโยคเดียวปนกัน ให้เงินไป ๕ แฟรงค์สวิส ดีใจใหญ่” 

     "พระอนุชาไม่อาย และคุยเก่ง ทูลหม่อมป้าจึงโปรด ข้าพเจ้าได้นาฬิกาแต่ไม่กล้าขอประทานเองจึงต้องอาศัยน้องขอให้จึงได้ประทาน” สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ทรงเล่าใน “เจ้านายเล็กๆ-ยุวกษัตริย์” 

     ขอขอบคุณหนังสือ “แสงแห่งแผ่นดิน” ด้วยค่ะ

********************************

     คำกล่าวที่ว่า “ประทานน้องเสียดีกว่า” เป็นข้อความที่น่ารักเป็นอย่างยิ่งและเป็นคำที่ปุ๋ยชื่นชอบมากค่ะ เนื่องจากปุ๋ยรู้สึกว่าในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงเห็นคุณค่าในสิ่งของ แม้ว่าจะเป็นเพียงของเล่นเท่านั้น แต่พระองค์ท่านก็ไม่ทรงให้ของเล่นนั้นเสียหายไป ทำให้เราเข้าใจแล้วว่า เพราะเหตุใดพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงทรงใช้ดินสอจนกุด ทรงรีดหลอดยาสีพระทนต์จนไม่มียาสีพระทนต์แล้วจึงทรงเลิกใช้หลอดยาสีพระทนต์หลอดนั้น ด้วยเหตุนี้เราจึงนำเอาสิ่งที่พระองค์ท่านทรงทำให้พวกเราดูเป็นตัวอย่าง มาใช้ในชีวิตของเราได้ค่ะ หากของสิ่งใดยังคงใช้งานได้ก็อย่าเพิ่งทิ้งค่ะ ใช้ให้คุ้มค่ากับราคาที่เราชำระเงินไปก่อนแล้วค่อยทิ้งนะคะ
     จากเรื่องราวอันน่าประทับใจนี้ ทำให้ปุ๋ยยิ้มออกมาด้วยความที่ทรงน่ารักยิ่งของในหลวงรัชกาลที่ ๙ พระองค์ท่านคงจะทรงเป็นที่รักยิ่งของพระประยูรญาติ ความน่ารักของพระองค์ท่าน ได้สร้างรอยยิ้มให้กับทุกคนที่ได้พบกับพระองค์ท่าน เป็นวาสนาของคนไทยที่ได้มีพระราชาที่ทรงเปี่ยมด้วยพระราชจริยวัตรอันงดงามมาตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ เป็นเพียงเจ้านายองค์หนึ่งของชาวไทยเท่านั้น และแม้ว่าในขณะนี้พระองค์ท่านได้เสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว แต่พระองค์ท่านก็ยังคงเสด็จประทับอยู่ในใจของพวกเรา ผ่านทางเรื่องราวในพระราชประวัติ ตลอดจนพระราชกรณียกิจต่างๆค่ะ
     หากท่านเหนื่อยล้า ท้อแท้ จากการทำงาน ให้ท่านนึกไปถึงจอมบัลลังก์ที่ทรงงานหนักกว่าผู้ใดในแผ่นดิน แล้วเราจะมีพลังใจสู้งานต่อ เหมือนดั่งที่พระองค์ท่านทรงมีกำลังพระราชหฤทัยจากพสกนิกรของพระองค์ท่านเพื่อการทรงงานค่ะ


 /////////////////////////////////////////////////////////// 

     ข้าพระพุทธเจ้าน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอย่างหาที่สุดมิได้



+++++++++++++++++++++++++++++++

     ฉันคือคนหนึ่งที่ชื่อปุ๋ย

     วันศุกร์ที่ ๒๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒






วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

สักการะบูชาไฉ่สิ่งเอี๊ยเพื่อความมั่งคั่งร่ำรวยค่ะ



財神爺 
เครดิตภาพจาก http://616pic.com/sucai/1yqi5qlyk.html

8888888888888888888888888

สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านทุกท่าน
สู่ศักราชใหม่ตามปฏิทินจันทรคติของจีนโดยสมบูรณ์แล้วนะคะ วันนี้ปุ๋ยก็ขออวยพรทุกท่านให้ “ซินเจียอยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ ตั่วถั่ง ซิงที่เกี่ยงคัง บ่วงสื่อหะเสีย”
新正如意  新年發財 大賺 身體健康 萬事合想

ก้าวเข้าสู่ปีใหม่ตามความเชื่อของจีน ก็มีประเพณีที่นิยมปฏิบัติกันนั้นก็คือ “การสักการะบูชาเทพเจ้าแห่งโชคลาภ” หรือที่เราคุ้นเคยกันด้วยคำเรียกขานที่ว่า “ไหว้ไฉ่สิ่งเอี๊ย” ค่ะ ซึ่งเมื่อคืนนี้ช่วงเวลา ๒๓ .๐๐ น. ถึง ๒๓ . ๔๐ น. ปุ๋ยและคุณแม่รวมไปถึงเพื่อนบ้าน ต่างก็ล้วนสักการะบูชาเทพเจ้าแห่งโชคลาภค่ะ
การไหว้เทพเจ้าแห่งโชคลาภถือเป็นการขอพรให้ผู้ที่สักการะมีความร่ำรวยตลอดทั้งปี มีเงินทองมากมาย และสมปรารถนาในกิจการงานทุกประการ ดังนั้นผู้คนจำนวนไม่น้อยจึงนิยมสักการะเทพเจ้าแห่งโชคลาภ หรือ ไฉ่สิ่งเอี๊ย ค่ะ
เทพเจ้าแห่งโชคลาภ หรือ ไฉ่สิ่งเอี๊ย ตามการออกเสียงแบบภาษาจีนแต้จิ๋ว ในขณะที่ภาษาจีนกลางจะออกเสียงว่า ไฉ่เสินเหย่ โดยเขียนเป็นอักษรจีนว่า 財神爺ท่านเป็นเทพเจ้าของจีนที่ประทานเงินทองและโชคลาภ
คำว่า 財 อ่านออกเสียงเป็นภาษาจีนแต้จิ๋วว่า ไช้ ในขณะที่ภาษาจีนกลางจะออกเสียงคำนี้ว่า ไฉ อันมีความหมายเป็นภาษาไทยว่า  เงินทอง  หรือ  ทรัพย์สิน   
คำว่า 神 อ่านออกเสียงเป็นภาษาจีนแต้จิ๋วว่า ซิ้ง ในขณะที่ภาษาจีนกลางจะออกเสียงคำนี้ว่า เสิน อันมีความหมายว่า   เทพเจ้า
และคำว่า 爺 อ่านออกเสียงเป็นภาษาจีนแต้จิ๋วว่า เอี๊ย ในขณะที่ภาษาจีนกลางจะออกเสียงคำนี้ว่า เหย หรือ เย๋   หมายถึง คำที่เรียกขานเทพเจ้า ซึ่งก็คือเทพเจ้า นั่นเองค่ะ   

財神爺
เครดิตภาพจาก https://www.ddproperty.com



การสักการะบูชาไฉ่สิ่งเอี๊ย สามารถพบได้ในหลายประเทศในทวีปเอเชีย เช่น ทิเบต จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเก๊า และ ฮ่องกง เป็นต้น
เชื่อว่าไฉ่สิ่งเอี้ย จะเสด็จมายังโลกมนุษย์เพียงปีละครั้ง คือ ในวันตรุษจีน ดังนั้น ชาวจีนตั้งแต่โบราณเมื่อเข้าสู่วันตรุษจีน นับตั้งแต่ ๐๐.๐๐ น. จะทำการตั้งโต๊ะสักการะบูชาไฉ่สิ่งเอี๊ย โดยการหันหน้าไปทิศต่าง ๆ ที่เชื่อกันว่าองค์ไฉ่สิ่งเอี๊ยจะเสด็จลงมา ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละปี โดยเวลาที่จะทำการบูชา คือ ๒๓.๐๐ น. ถึง ๐๑.๐๐ น. ของวันตรุษจีน โดยทำการสักการะบูชาที่ดาดฟ้าบ้านหรือหลังคาบ้าน หรือระเบียงบ้านชั้นสองหรือสาม หรือจะเป็นที่หน้าบ้านก็ได้ โดยคุณแม่ของปุ๋ยและเพื่อนบ้านล้วนตั้งโต๊ะสักการะบูชาไฉ่สิ่งเอี๊ยที่หน้าบ้านกันค่ะ 
สำหรับของที่ทำการสักการะบูชานั้น จะใช้ของหวาน เช่น ผลไม้ อาหารเจ บัวลอยหรือสาคู หรืออาจจะเป็นของรับประทานต่าง ๆ ที่มีสีสันสดใส แต่ไม่นำของคาวหรือเนื้อสัตว์มาถวาย นอกจากนี้ยังนำสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเงินทอง เช่น สมุดบัญชีธนาคาร เช็ค หรือกระเป๋าเงิน มาตั้งวางไว้ด้วย เป็นต้น ซึ่งปุ๋ยและคุณแม่ตลอดจนเพื่อนบ้านยังได้นำกระเป๋าเงินมาวางเพื่อรับทรัพย์จากการประทานจากองค์ไฉ่สิ่งเอี๊ยด้วยค่ะ
เมื่อธูปที่นำมาสักการะบูชาไฉ่สิ่งเอี๊ย ใกล้มอดลงให้รีบนำเข้าบ้าน และปิดประตูหน้าต่างให้เรียบร้อย เพื่อให้ควันธูปที่เหลือนั้นอบอวลอยู่ภายในบ้าน เพราะเชื่อกันว่าเป็นการอัญเชิญไฉ่สิ่งเอี้ยเข้ามาประทับในบ้านแล้วค่ะ ซึ่งความเชื่อนี้ คุณแม่ของปุ๋ยได้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเชียวค่ะ

โต๊ะสักการะบูชาเทพเจ้าแห่งโชคลาภ (ไฉ่สิ่งเอี๊ย) ที่หน้าบ้านของปุ๋ยค่ะ
ในภาพมีกล้วยหอม ส้ม สาลี่ สาคูแดง น้ำชา น้ำตาลกรวด ซึ่งน้ำตาลกรวดนั้นวางในจานเดียวกันกับถุงบรรจุอาหารเจแห้งที่ประกอบด้วย วุ้นเส้น เห็ดหอม เห็ดหูหนู ดอกไม้จีน และฟองเต้าหู้ ในขณะที่จานต่อมา มีซองใส่ขนมตุ้บตั้บถั่ว(เต่าห่งทึ้ง)วางอยู่ค่ะ

กระดาษเงินทองที่นำมาสักการะบูชาเทพเจ้าแห่งโชคลาภ (ไฉ่สิ่งเอี๊ย) ประกอบด้วย เต้า ๑ คู่ , หลักเอี่ยจี๊ ในภาพนั้นวางอยู่บนเต้า) , อั่งติ๊ว (ในภาพคือกระดาษสีแดงที่มีตัวอักษรจีน วางอยู่ใต้จานที่วางน้ำตาลกรวด) , เทียนเถ่าจี๊ (กระดาษที่มีขอบสีเขียว วางพาดยาวลงมาจากขอบโต๊ะ และมีลายฉลุสีทอง) , หงิ่งเตี๋ย ๑๒ ใบ (หงิ่งเตี๋ยคือกระดาษสีแดงมีลายฉลุสีทอง) , จิ๊อิ้งกุ๊ยหนั่งจี๊ (กระดาษสีแดงที่มีรูปเซียน) วางไว้ ๑ ใบใต้จานวางถ้วยน้ำชา และ อ่วงป้อ ๑๒ ใบ (กระทงสีเหลืองมีอักษรสีแดง) นำมาสักการะตามจำนวนเดือนที่ระบุไว้ในปฏิทินจันทรคติของจีนว่าปีนั้นๆมีจำนวนเดือนเท่าใด สำหรับปีกุน ปี ๒๕๖๒ แล้วมีจำนวนเดือนทั้งสิ้น ๑๒ เดือนค่ะ

การสักการะบูชาเทพเจ้าแห่งโชคลาภ (ไฉ่สิ่งเอี๊ย) จัดขึ้นเพียงปีละครั้งเท่านั้น จึงต้องจัดอย่างเรียบร้อย ถูกต้องครบถ้วนตามประเพณีค่ะ เพื่อความอุดมสมบูรณ์ มั่งคั่งพรั่งพร้อมนะคะ


โต๊ะนี้เป็นของเพื่อนบ้านค่ะ
อุดมสมบูรณ์ตลอดไปนะคะ


โต๊ะนี้ก็เป็นของเพื่อนบ้านเช่นกันค่ะ
อุดมมั่งคั่งตลอดไปนะคะ



สำหรับที่บ้านของปุ๋ยนั้น การไหว้เจ้าตามประเพณีทุกเทศกาลล้วนเป็นสิ่งสำคัญ เช่นกันกับการสักการะบูชาองค์ไฉ่สิ่งเอี๊ย เทพเจ้าแห่งโชคลาภ แต่ทว่าความมั่งมีจะบังเกิดได้นั้น ก็อยู่ที่เราแสวงหาด้วยความขยันหมั่นเพียรด้วยค่ะ มิเช่นนั้นเทพเจ้าองค์ใดก็มิอาจจะประทานให้เราได้ดั่งที่เราปรารถนานะคะ

         88888888888888888888888888

ที่มาของข้อมูลเทพเจ้าแห่งโชคลาภจาก https://th.wikipedia.org/wiki /ไฉ่สิ่งเอี้ย
      ข้อมูลสิ่งของที่นำมาจัดวางบนโต๊ะสักการะเทพเจ้าแห่งโชคลาภจาก คุณแม่ของปุ๋ยค่ะ 



88888888888888888888888888

     ฉันคือคนหนึ่งที่ชื่อปุ๋ย


     วันอังคารที่ ๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๒